คำชี้ขาดศาลฎีกาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ถือว่าเป็นหนทางสำหรับเพื่อการใคร่ครวญข้องดเว้นโทษทางอาญา
กรณีคนไข้เป็นโรคซึมเซากระทำผิดอาญาเนื่องจากมีบกพร่องทางจิต โรคทางจิตหรือจิตฟั่นเฟือน เมื่อปรากฏ
ความเป็นจริงว่าคราวหลังเกิดเหตุแล้วจำ เลยยังสามารถขับเรือแล่นหลบซ่อนกลับไปอยู่ที่บ้านได้ก็เลยเป็นในกรณีที่
จำ เลยทำ ไปโดยยังสามารถรู้ผิดถูกใจอยู่บ้างหรือสามารถบังคับตัวเองได้บ้าง จำต้องด้วยบทบัญญัติ
ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๕ วรรคสอง ซึ่งศาลบางทีอาจลงทัณฑ์จำ เลยน้อยกว่าที่ข้อบังคับ
กำหนดไว้แค่ไหนก็ได้แม้กระนั้นในทางตรงกันข้าม แม้ปรากฏข้อพิสูจน์ว่าคนเจ็บเป็นโรคไม่มีชีวิตชีวาดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว
ได้กระทำผิดอาญาในขณะรู้ผิดถูกใจ ก็จะมิได้รับนอกจากโทษโดยชอบด้วยกฎหมายอะไร
ด้วยเหตุนั้น จะมองเห็นได้ว่า กรณีคนเจ็บเป็นโรคเศร้าใจ หรือป่วยเป็นโรคที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับจิตอื่นๆที่มิได้มีลักษณะร้ายแรง
แม้ว่าจะมีหนังสือรับรองว่าป่วยเป็นโรคที่เกิดขึ้นทางจิตหรือมีหลักฐานการันตีว่าอยู่ในวิธีการรักษาลักษณะของการป่วยทางใจ
ก็ตาม แม้กระนั้นเมื่อทำผิดอาญาแล้ว การจะอ้างเหตุเว้นเสียแต่โทษหรือได้รับโทษที่ลดน้อยลง ก็เลยไม่ใช่
เกิดเรื่องปฏิบัติ ได้ง่าย เนื่องจากจึงควรพิสูจน์ข้อสรุปว่าความไม่ดีเหมือนปกติทางด้านจิตนี้มีผลต่อความรู้ความเข้าใจ
สำหรับเพื่อการรู้ผิดถูกใจหรือการควบคุมตัวเองมากมายน้อยไหม แค่ไหน นอกจากนั้น การที่บุคคลผู้ทำความผิดอาญา
แล้วก็ได้อ้างถึงว่าเป็นบุคคลที่มีความผิดธรรมดาทางด้านจิต ในขณะที่มิได้มีความผิดธรรมดาทางจิตใจอะไร ก็บางครั้งอาจจะ
มีความผิดฐานเบิกความเท็จต่อศาล๓ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗๔ ตามมาด้วย